มหาอุทกภัย : จะทำอย่างไรเมื่อบ้านเรารับผู้ประสบภัยมาอยู่รวมกัน
- sahapadvor
- 1 hour ago
- 1 min read

ขณะที่เขียนอยู่นี้เป็นช่วงที่สถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ยังไม่คลี่คลาย รู้สึกใจเสียและเสียใจ เป็นห่วงกังวลมากจริงๆ อย่างไรก็ตาม เราสะดุดตาเข้ากับโพสต์หนึ่ง เป็นโพสต์ขอความช่วยเหลือจากคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ซึ่งนอกจากลูกบ้านแล้ว ด้วยความเป็นตึกยังได้ช่วยเหลือประชาชนจากบ้านแนวราบที่อยู่ต่ำกว่าเข้ามาหลบภัยด้วย คอนโดมิเนียมมีการสำรวจจำนวนคน และความต้องการ พร้อมทั้งร้องขอความช่วยเหลืออย่างชัดเจน
ในฐานะหมอฉุกเฉินที่เคยบริหารสถานการณ์ซึ่งเกี่ยวพันกับการอพยพคนจำนวนมาก และเป็นชาวคอนโดฯคนหนึ่ง รู้สึกประทับใจมากค่ะ และพยายามย้อนคิดโดยใช้หลักของ disaster management ร่วมกับประสบการณ์ที่เคยพบมา จัดเรียงดูว่า หากมีเหตุภัยพิบัติและพวกเราชาวบ้านธรรมดาต้องรวมตัวกัน เราจะสามารถทำอะไรได้บ้าง
1.รวมตัวกัน หาผู้นำ หาผู้ตาม และแจกจ่ายงาน
เมื่อเกิดสาธารณภัย สิ่งแรกๆที่ต้องทำคือการจัดการ Incident Command System หรือสายการบังคับบัญชา ชื่อเรียกฟังดูเป็นทางการสักหน่อย แต่แท้จริงแล้วในความโกลาหล หากไม่มีผู้นำ ไม่มีผู้ตาม เท่ากับไม่มีระบบ ทุกอย่างจะยิ่งพังทลายลง แม้ทุกคนจะพยายามช่วยกันก็ตามที
สิ่งแรกที่เราควรทำหลังตั้งสติ คือการรวมตัวกัน หาผู้นำ จัดสรรหน้าที่ให้ผู้ตาม แล้วก้าวไปด้วยกัน
2.ประเมินความปลอดภัย
ถัดมาคือการประเมินความปลอดภัย ว่าอาจมีภัยอันตรายใดเข้ามาซ้ำเติมหรือไม่ และทำการป้องกันเสียก่อน ในกรณีนี้ แม้เราห้ามฟ้าฝนไม่ได้ แต่อาจป้องกันภัยซ้ำซ้อน เช่น สัตว์ร้าย, ไฟช็อต ฯลฯ โดยการสำรวจและระบุพื้นที่เสี่ยง จัดพื้นที่ที่พอจะปลอดภัยให้ทุกคนมารวมตัวกัน จัดเวรยามคอยจัดการหากมีเหตุ
3.จัดระบบสื่อสาร
เนื่องจากมีคนมาก หากต่างคนต่างโพสต์ขอความช่วยเหลือ อาจเกิดการแจ้งซ้ำซ้อน ข้อมูลสับสนไม่ชัดเจน ทั้งยังสูญเสียพลังงานแบตเตอรี่ด้วย หากทุกคนรวมตัวกัน ตกลงเนื้อหาที่จะแจ้งเพื่อขอความช่วยเหลือให้เหมือนกัน แบ่งงานกันในการหาช่องทางติดต่อ ข้อมูลจะมีความชัดเจน และช่วยประหยัดพลังงานแบตเตอรี่ กรณีเหตุการณ์ยืดเยื้อ
4.ประเมินสถานการณ์
เหตุภัยพิบัติที่ยืดเยื้อ คือการนำประชาชนมารวมตัวกันในพื้นที่ปิด ที่มีทรัพยากรจำกัดอย่างถึงที่สุด กล่าวอย่างโหดร้าย เราจะพังพินาจเมื่อทรัพยากรหมดไป ดังนั้นการประเมินจึงเริ่มจากการสำรวจผู้คน(ซึ่งคือผู้ใช้ทรัพยากร) กับทรัพยากรที่มีอยู่ ซึ่งผู้คนจำเป็นต้องใช้ ในที่นี้ได้แก่อาหารและน้ำดื่ม รวมถึงวัตถุดิบ/อุปกรณ์ประกอบอาหาร อาจรวมถึงอุปกรณ์ติดต่อสื่อสาร หรืออุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในการหาทรัพยากรเพิ่ม
โจทย์ยากคงเป็นการจัดสรร ที่จะตัดแบ่งอย่างไร ในสภาพที่ทุกคนก็อยากรอดชีวิต ในสภาพที่ตึงเครียดถึงที่สุดแบบนี้
อย่างไรก็ตามเหตุร้ายยังไม่หมดเท่านั้น เมื่อเวลาล่วงไป 3-4 วัน ผู้คนที่มารวมตัวกัน ในพื้นที่ที่แออัดและเต็มไปด้วยสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย จะเกิดภัยคุกคามซ้ำซ้อน ได้แก่ การติดเชื้อทางเดินอาหาร และ การติดเชื้อทางเดินหายใจ
การติดเชื้อทางเดินอาหาร ในกรณีนี้มักเกิดจากการขับถ่ายที่ผิดสุขอนามัย ซึ่งคงทำให้ถูกต้องได้ยากในภาวะเช่นนี้ ขณะที่การติดเชื้อทางเดินหายใจ ย่อมจะตามมาเมื่อผู้คนแออัดในพื้นที่ปิด
อันที่จริงจนถึงตอนนี้ ผู้เขียนก็ยังคิดหาวิธีจัดการสิ่งปฏิกูลจากผู้ประสบภัยไม่ได้ค่ะ เพราะเหตุที่เคยเจอและบริหารจัดการมา ยังเป็นเหตุบนดิน สามารถขุดดินทำส้วมหลุม หาน้ำสะอาดเข้าช่วยเหลือพอได้ แต่เหตุน้ำท่วมเรียกได้ว่ารุนแรงและซับซ้อนกว่ามากจริงๆ
5.ทำการคัดแยก
โดยปกติเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติทางการแพทย์ เราจะแยกผู้ป่วยออกเป็นกลุ่มตามความรุนแรง เพื่อให้ทราบว่าควรรักษาหรือทุ่มทรัพยากรให้ใครก่อน ในกรณีนี้เราอาจประยุกต์ใช้หลักคิด แบ่งผู้ประสบภัยออกเป็นกลุ่ม เช่น กลุ่มที่กำลังป่วย ทั้งเพื่อให้ทราบว่าต้องดูแลพิเศษ และเพื่อแยกโรคออกไปไม่ให้เชื้อกระจายวงกว้าง, กลุ่มเปราะบาง ผู้สุงอายุ เด็ก คนท้อง เพื่อให้การปกป้อง ไม่ให้ล้มป่วยหรือเกิดเหตุร้าย ซึ่งจะทำให้สถานการณ์โดยรวมยิ่งคับขัน, กลุ่มทั่วไป กลุ่มนี้อาจเป็นคนวัยทำงานที่ยังแข็งแรง สามารถช่วยเหลือแบ่งงานกันคิดหาหนทางได้ เป็นต้น
6.การจัดแบ่งทรัพยากรและนำส่งออกนอกพื้นที่
มาถึงส่วนสุดท้าย ในเหตุสาธารณภัยทางการแพทย์ ที่ทรัพยากรจำกัดมากๆ เราอาจเลือกช่วยบางเคส เลือกช่วยเคสนี้ก่อนเคสนั้น อาจฟังดูโหดร้ายแต่เป็นความจริงหากต้องการให้มีผู้รอดชีวิตสูงสุด
สำหรับเหตุน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ ย่อมมีประเด็นการแบ่งน้ำและอาหาร รวมถึงประเด็นหากมีเรือช่วยเหลือควรนำส่งใครไปก่อนหลัง แน่นอนว่านี่เป็นหัวข้อเปราะบางอย่างถึงที่สุด แต่อยากให้ทุกท่านทราบว่า การแบ่งทรัพยากรทั้งสัดส่วนและลำดับ สามารถทำให้อัตราการรอดชีวิตของทั้งกลุ่มเพิ่มสูงขึ้น
เนื้อหาของบทความนี้ อ้างอิงจากระบบ CSCATTT ซึ่งเป็นหลักวิชาสำหรับเจ้าหน้าที่ใช้จัดการสาธารณภัย แต่พยายามเขียนอธิบายและประยุกต์ใช้ในมุมของผู้ประสบภัยดู อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเนื้อจะเขียนขึ้นเพื่อให้ผู้ประสบภัยช่วยเหลือตนเองได้ แต่มิได้หมายความว่าภาครัฐสามารถนิ่งดูดาย ไม่ว่าฝนจะหยุดตกหรือน้ำจะเริ่มระบาย ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นแล้วยังคงดำเนินไป การช่วยเหลือต้องแข่งกับเวลา
ในฐานะประชาชนชาวไทยและบุคลากรทางการแพทย์ ขอเป็นหนึ่งในแรงใจให้กับทั้งผู้ประสบภัยและเจ้าหน้าที่ที่ลงทำงานจริงค่ะ
